วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
ศาลาสาธารณประโยชน์
ศาลาสาธารณประโยชน์
ศาลาสาธารณประโยชน์ สร้างเป็นอาคารทรงไทยแบบประยุกต์ก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว หลังคาด้านหน้าทิศตะวันออกมีมุขยื่น ตังอาคารปล่อยโล่งเมื่อต้องการใช้งานและมีประตูเหล็กดึงปิดลงมาได้ อาคารหลังนี้เป็นศาลาอเอกประสงค์สามารถใช้เป็นสถานที่จัดงานต่างๆ ได้อย่างสะดวก เนื่องจากมีพื้นที่ใหญ่มาก ด้านทิศด้านทิศใต้ตอนบนมีข้อความ ดังนี้ "ศาลาสาธรณประโยชน์ 5 ธันวาคม 2545 คุณนิตย์-ศิริ มาชมบูรณ์ บริจาค 1,000,000 บาท ขออุทิศผลให้ เตี่ยสุดใจ-แม่หนูปิ่น มาชมสมบูรณ์ พร้อมประชาชนร่วมเป็นจำนวนเงิน 8,197,500 บาท เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2545"
ศาลาตักบาตร
ศาลาตักบาตร
ศาลาตักบาตร
ขนาดกว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๒๖ เมตร สร้างเป็นอาคารทรงไทยก่ออิฐถือปูนมีชั้นเดียว
ศาลานี้มีหน้าจั่วไม่มีลวดลายไทยแต่งอย่างใด แต่ทำเป็นลูกฟักที่หน้าจั่วแบบหน้าพรหม
ใต้ลงมามีข้อความ ดังนี้
"คุณพ่อกระจ่าง แม่ลำจวน กัลยาณพงศ์ สร้างถวายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗"
ชาวบ้านจึงมักเรียกชื่อศาลาว่า "ศาลาครูจ่าง"
รวมเป็นจำนวนเงิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านห้าแสนบาทถ้วน)
กุฏิหลวงพ่อห้อย
กุฏิหลวงพ่อห้อย
กุฏิใหญ่ หรือ กุฏิิหลวงพ่อห้อย มีลักษณะเป็นอาคารทรงไทยที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศในทวีปยุโรป คือ มีหลังคาทรงปั้นหยาดูแบนและเตี้ย โดยสร้างในเนวตามตะวันและมีความยาวถึง ๑๒ ห้อง ด้านหน้าทิศตะวันออกมีมุขโถงยื่นออกมา ส่วนใต้ถุนพื้นที่ปล่อยโล่ง ตัวอาคารชั้นบนมีฝาปะกนแบบฝาเสี้ยมล้อมรอบทุกด้าน ฝาแบบนี้สามารถพับและเปิดปิดได้ตามต้องการ พื้นที่ภายในยังสามารถแบ่งกั้นเป็นห้องได้อีก ส่วนบนของฝาปะกนตกแต่งด้วยลายไม้ฉลุเพื่อใช้เป็นช่องระบายลมด้วยลวดลายฝรั่งที่เรียกว่า "ลายขนมปังขิง" ซึ่งมีความสวยงามมาก อาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระครูไพศาลธรรมวาที (ห้อย บุญฺญสฺส) ทราบมาว่าในการสร้างใช้เงินถึง ๔๐,๐๐๐ บาท (สี่หมื่นบาทถ้วน) และเป็นอาคารที่ทันสมัยมากในครั้งนั้น โดยมีผู้บริจาคทรัพย์ร่วมสร้างซึ่งมีรายชื่อปรากฏอยู่ที่ต้นเสาปูนทุกต้น อาคารดังกล่าวเคยเป็นที่อยู่จำพรรษาของพระครูไพศาลธรรมวาที (ห้อย ปุญฺญสฺส)
ศาลาการเปรียญ
ศาลาการเปรียญ
ศาลาการเปรียญของเดิมเป็นศาลาไม้ขนาดใหญ่ ยกพื้นสูงใต้ถุนปล่อยโล่ง ทางวัดได้สร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เพื่อใช้สำหรับในงานทำบุญตักบาตร ลักษณะโดยทั่วไปเป็นอาคารทรงไทยก่ออิฐถือปูนแบบยกพื้นสูง มีบันไดทางขึ้น ๒ ด้านทางทิศเหนือ การตกแต่งเครื่องบนหลังคาทั้งหมด เป็นงานสถาปัตยกรรมแบบไทย ส่วนที่หน้าบันมีข้อความดังนี้
"ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี" ธรรมแลรักษาผู้ประพฤติธรรม"
วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
หลวงพ่อโต
หลวงพ่อโต
หลวงพ่อโต
พระประธานอุโบสถวัดหอมเกร็ด
ขนาดหน้าตักประมาณ ๔ ศอกเศษ
ปางมารวิชัยหรือปางชนะมาร
ประทับนั่งแบบขัดสมาธิราบอยู่บนดอกบัวบาน
พระพักตร์รูปสี่เหลี่ยมมุมมน
เม็ดพระศกมีขนาดเล็กและเรียงอย่างเป็นระเบีัยบ
พระรัศมีเป็นรูป "ยันต์อุณาโลมนิพพาน" พวยพุ่งขึ้นสู่เบื้องบน
พระขนงโก่งเป็นวงโค้งรับกับพระเนตรที่หลบต่ำลงมามองยังเบื้องล่าง
พระเนตรขาวประดับด้วยเปลือกหอยมุกไฟ พระเนตรดำประดับด้วยนิล (หิน) สีดำสนิท
อุณาโลม ทำเป็นลายรูป พุ่มข้าวบิณฑฺ์ ประดับอยู่ระหว่างหัวคิ้วทั้งสอง
พระวรกาย พระหัตถ์ พระบาท การนุ่งห่มสบง จีวรและผ้าสังฆาฏิ มีพุทธลักษณะแบบสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ด้านหน้าใต้ที่ประทับลงมามีแผ่นจารึกหล่อติดเอาไว้มีข้อความ ดังนี้
"ศุภมัศดุพระัพุทธสาสนกาล เปนอดีตภาคย์ล่วงแล้วได้ ๒๔๔๗ พรรษาในปัจจุกาล ร.ศ. ๑๒๓ นาคะสัง วัจฉะระเชฐาเสศุขปกษ์เข ระวิวาเรอัฐมิคฤถีปริเฉทกาลเปน กำหนด ณ วันที่ ๑ ฯ ๗ ปีมะโรง ฉอศ๊ก๊ ข้าพเจ้าสายสุนทราปาสิกุปกสกพุทธบริษัส ได้ถาปนาการรุปพระพุทธปัฏิมากรณ์ไว้เปนที่สักการสาธารณหิตานุหิตประโยชน์แก่พุทธสาสนิชลในพระพุทธสาสนา ข้าพเจ้าทั้งสองขออุทิดพระพุทธปัฏิมากรณ์เปนขอท่าน เผือก บิดา อิ่ม มารดา ด้วยท่านทั้งสองถึงแก่การกิริยาไปย้งปะระโลกย์แล้ว ขอส่วนกุสลที่ข้าพเจ้าอุทิดตามนำส่งท่านส่งศุขติจงทุก ๆ ชาติ สุขโตโหมิ กุสลข้าเจ้าทั้งสองนี้ขอให้เปนปัจจัยแก่พระนิพพาน"
แปลความได้ดังนี้
"พระพุทธรูปองค์นี้ สร้างขึ้นเมือวันอาทิตย์ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะโรง พุทธศักราช ๒๔๔๗ จุลศักราช ๑๒๖๖ ตรงกับปีที่ ๓๗ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยอุบาสก "สาย" และ อุบาสิกา "สุนทรา" ได้สร้างองค์พระปฏิมากรองค์นี้เพื่อถวายไว้ในพระศาสนา ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดา "ท่านเผือก" มารดา "อิ่ม" ผู้ล่วงลับไปแล้วจงสู่สุคติภพในทุก ๆ ชาติ ขอส่วนกุศลในครั้งนี้จงเป็นปัจจัยที่ทำให้ข้าพเจ้าทั้งสองเข้าถึงพระนิพพานต่ไปในเบื้องหน้า"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





